10 อันดับกลยุทธ์การเทรด Forex ที่ใช้ได้ผล - Traders Union
ในฐานะนักเทรดมือใหม่หรือผู้มีประสบการณ์ สิ่งสำคัญคือการเข้าใจว่า การจะประสบความสำเร็จในตลาดที่มีการแข่งขันสูงมากอย่างตลาดฟอเร็กซ์ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น การวิเคราะห์ตลาด การบริหารความเสี่ยง และการใช้งานกลยุทธ์ ผู้เชี่ยวชาญ Traders Union จะช่วยให้คุณเข้าใจบริบทที่ซับซ้อนนี้ โดยได้รวบรวมคำแนะนำเกี่ยวกับ 10 อันดับกลยุทธ์การเทรด Forex ที่ใช้ได้ผลมากที่สุดที่ทุกคนควรทราบ ในบทความแนะนำนี้ คุณจะได้ศึกษาเกี่ยวกับวิธีหาจุดเข้าเทรด การตั้งเป้าหมายกำไร และการจัดการกับ stop loss รวมถึงการทำกำไรสูงสุดและจำกัดความเสี่ยงของคุณ โดยใช้ตัวอย่างและการสาธิตที่มีประโยชน์ คำแนะนำนี้จะเป็นข้อมูลที่สำคัญสำหรับทุกคนที่กำลังมองหาวิธีทำเงินจากการเทรด Forex
ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ Traders Union กลยุทธ์ Forex ที่ใช้ได้ผล 10 อันดับแรกที่ควรศึกษา คือ
-
กลยุทธ์ Moving Average
-
กลยุทธ์ 50 pips ต่อวัน
-
กลยุทธ์ Breakout
-
กลยุทธ์ Chart Pattern
-
กลยุทธ์ Trend Following
-
กลยุทธ์ Bounce
-
กลยุทธ์ Overbought และ Oversold
-
กลยุทธ์ Counter-trend Forex
-
กลยุทธ์ Bollinger Bands
-
กลยุทธ์ Pivot Points
เลือกสไตล์การเทรด Forex ของคุณ
เมื่อพูดถึงการเทรดฟอเร็กซ์ การเทรดนั้นมีหลายสไตล์ที่นักเทรดสามารถเลือกได้ตามบุคลิกนิสัยส่วนตัว ระดับการยอมรับความเสี่ยง และเวลาที่เอื้อต่อการเทรด เราจึงจะมารีวิวพอสังเขปเกี่ยวกับสไตล์การเทรด Forex ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ข้อดีและข้อเสีย กรอบเวลา และองค์ประกอบที่สำคัญ
Scalping
Scalping เป็นสไตล์การเทรดแบบรวดเร็วที่นักเทรดมุ่งทำกำไรจำนวนไม่มาก โดยการเปิดและปิดคำสั่งเทรดในเวลาไม่วินาทีหรือนาที สไตล์การเทรดนี้ต้องอาศัยสมาธิที่สูงมากและทักษะการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
ข้อดีและข้อเสีย
👍 ข้อดี
•ศักยภาพกำไรสูงในระยะเวลาอันสั้น
•มีโอกาสเทรดบ่อย และทำกำไรน้อย ๆ หลายครั้ง
•ไม่ต้องใช้ความรู้มากเกี่ยวกับตลาด
👎 ข้อเสีย
•ความเสี่ยงสูงเนื่องด้วยธรรมชาติการเทรดที่มีความเร็วสูง
•ต้องอาศัยวินัยที่เคร่งครัดและการจัดการความเสี่ยง
•ต้นทุนธุรกรรมสูงเพราะต้องเทรดบ่อย
เหมาะที่สุดสำหรับ
การเทรดแบบ Scalping เหมาะกับผู้ที่เทรดเป็นงานประจำมากที่สุด ผู้มีสติที่มั่นคงและทักษะในการทำระบบอัตโนมัติ/การเขียนโปรแกรมที่ดีเยี่ยม สไตล์นี้ไม่เหมาะกับนักเทรดมือใหม่ที่มีเวลาจำกัด
Day trading
Day trading คือการเปิดและปิดคำสั่งเทรดในวันทำการเดียวกัน สไตล์นี้ นักเทรดจะต้องวิเคราะห์เทรนด์ตลาดและอินดิเคเตอร์เพื่อทำการตัดสินใจในการเทรด
ข้อดีและข้อเสีย
👍 ข้อดี
•ศักยภาพการทำกำไรสูง
•มีโอกาสการเทรดบ่อย
•อาศัยเงินทุนน้อยกว่าการเทรดระยะยาว
👎 ข้อเสีย
•มีความเสี่ยงสูงเนื่องด้วยธรรมชาติที่ผันผวนของตลาด
•ต้องอาศัยความมีวินัยและการมีสมาธิในระดับสูง
•อาจต้องอาศัยทักษะการวิเคราะห์เชิงเทคนิคขั้นสูง
เหมาะที่สุดสำหรับ
Day trading เหมาะที่สุดสำหรับนักเทรดผู้มีประสบการณ์ ผู้ยอมรับความเสี่ยงได้สูง และสามารถทุ่มเทเวลาหลายชั่วโมงต่อวันในการเทรด
Swing trading
การเทรดแบบ Swing trading เป็นสไตล์การเทรดระยะกลาง ที่นักเทรดมุ่งหวังการเคลื่อนที่ของราคาในระยะสองสามวันหรือสัปดาห์ สไตล์การเทรดนี้อาศัยแนวทางการเทรดที่สบาย ๆ มากกว่าและเหมาะกับนักเทรดที่ไม่สามารถติดตามตลาดได้ทั้งวัน
ข้อดีและข้อเสีย
👍 ข้อดี
•ศักยภาพการทำกำไรสูง
•ใช้เวลาและความพยายามน้อยกว่า day trading
•เครียดน้อยกว่าการเทรดแบบ scalping หรือ day trading
👎 ข้อเสีย
•การเทรดอาจใช้เวลานานกว่าจะไปถึงเป้าหมายกำไร
•ต้องอาศัยความอดทนและวินัยในการถือคำสั่งเทรดเป็นเวลาหลายวัน
•อาจต้องอาศัยทักษะการวิเคราะห์เชิงเทคนิคขั้นสูง
เหมาะที่สุดสำหรับ
การเทรดแบบ Swing เหมาะที่สุดสำหรับนักเทรดที่พอมีประสบการณ์ในการเทรดในระดับหนึ่ง และสามารถทุ่มเทเวลาไม่กี่ชั่วโมงต่อวันในการติดตามตลาด
Position trading ระยะยาว
การเทรดแบบ Position trading ระยะยาวเป็นการถือคำสั่งเทรดเป็นเวลาหลายสัปดาห์ เดือน หรือแม้แต่ปลายปี สไตล์การเทรดนี้ต้องอาศัยแนวทางการเทรดในเชิงรับมากกว่า และเหมาะสำหรับนักเทรดที่ไม่สามารถติดตามตลาดได้เป็นประจำ
ข้อดีและข้อเสีย
👍 ข้อดี
•ความเสี่ยงต่ำ
•ใช้ความพยายามและเวลาน้อย
•เหมาะสำหรับนักเทรดที่ต้องการกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ต
👎 ข้อเสีย
•มีศักยภาพการทำกำไรต่ำ
•คำสั่งเทรดอาจใช้เวลานานกว่าจะถึงเป้าหมายกำไร
•อาจใช้ทักษะการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานสูง
เหมาะที่สุดสำหรับ
การเทรดแบบ Position trading เหมาะที่สุดสำหรับนักเทรดที่ต้องการการลงทุนในระยะยาว และอยากจะกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตของตนเอง สไตล์นี้ไม่เหมาะกับนักเทรดที่ต้องการกำไรแบบเร็ว ๆ
กลยุทธ์ Forex ที่ดีที่สุดพร้อมตัวอย่าง
กลยุทธ์ Moving Average
กลยุทธ์ Moving Average เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การเทรด Forex ที่เป็นที่นิยมและมีการใช้งานอย่างแพร่หลายมากที่สุด กลยุทธ์นี้จะใช้อินดิเคเตอร์ Moving Average เพื่อหาแนวโน้มในตลาดและสร้างสัญญาณเทรด นักเทรดจะใช้ Moving Averages หลายประเภท เช่น Simple Moving Average (SMA) หรือ Exponential Moving Average (EMA) โดยขึ้นอยู่กับความชอบและสไตล์การเทรดส่วนตัว
ในส่วนวิธีการใช้งาน นักเทรดจะมองหาจุดตัดกันระหว่างเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ของการตั้งค่าระยะเวลาสองแบบ เช่น เมื่อเส้น Moving Average ระยะเวลาที่สั้นกว่าตัดขึ้นเหนือเส้น Moving Average ระยะเวลาที่นานกว่า จะเป็นสัญญาณให้เข้าซื้อ และเมื่อเส้น Moving Average ระยะเวลาที่สั้นกว่าตัดลงเส้น Moving Average ระยะเวลาที่นานกว่า จะเป็นสัญญาณให้ขาย
หนึ่งในข้อดีของการใช้กลยุทธ์ Moving Average คือเข้าใจและนำไปใช้ได้ง่าย แต่มันอาจจะใช้ได้ผลไม่ค่อยดีในช่วงที่ตลาดไม่ค่อยความเคลื่อนไหวหรือเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ ซึ่ง Moving Average อาจให้สัญญาณเท็จได้

กลยุทธ Moving Average
50 pips ต่อวัน Forex
กลยุทธ์ 50 pips ต่อวัน Forex เป็นกลยุทธ์ที่มุ่งทำกำไร 50 pips ต่อวันโดยการหาจังหวะการเทรดที่มีความน่าจะเป็นสูงโดยใช้การผสมผสานกันระหว่างอินดิเคเตอร์เชิงเทคนิค กลยุทธ์นี้สามารถใช้ได้กับคู่สกุลเงิน และใช้กราฟ 15 นาทีเพื่อเป็นสัญญาณเข้าและออกการเทรด
นักเทรดสามารถใช้กลยุทธ์นี้ได้ โดยมองหาคู่เงินที่มีค่าสเปรดแคบ และกำลังมีเทรนด์อยู่ในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง จากนั้นจะใช้อินดิเคเตอร์เชิงเทคนิค เช่น Moving Average และ Relative Strength Index (RSI) เพื่อยืนยันเทรนด์และหาจุดเข้าและออกตลาด

กลยุทธ์ 50 pips ต่อวัน Forex
ในภาพตัวอย่างข้างต้น กล่องสีเหลี่ยมแสดงถึงการเคลื่อนที่ 50 pips ในแท่งเทียน 5 นาทีที่นักเทรดสามารถทำกำไรได้เมื่อติดตามคู่สกุลเงินนี้อย่างใกล้ชิด
กลยุทธ์ Breakout
กลยุทธ์ Breakout คือ กลยุทธ์การเทรด Forex ที่เป็นการหาระดับราคาที่สำคัญ เช่น แนวรับหรือแนวต้าน และรอให้ราคาทะลุผ่านระดับนั้นออกไป หลักการเบื้องหลังกลยุทธ์นี้คือ เมื่อราคาฝ่าระดับที่สำคัญออกไปแล้ว จะเป็นสัญญาณว่าอารมณ์ตลาดเกิดการเปลี่ยนแปลง และมักจะมีการเคลื่อนที่ของราคาครั้งใหญ่ตามมาในทิศทางเดียวกับที่ราคาทะลุออกไป
กลยุทธ์ Breakout มีหลายประเภท เช่น การทะลุออกเส้นแนวนอน เส้นเทรนด์ไลน์ และออกกรอบ การทะลุออกเส้นแนวนอนจะเกิดขึ้นเมื่อราคาฝ่าผ่านระดับแนวนอนที่สำคัญ เช่น ราคาสูงสุดหรือต่ำสุดก่อนหน้า การทะลุออกเส้นเทรนด์ไลน์จะเกิดขึ้นเมื่อราคาทะลุผ่านเส้นเทรนด์ไลน์ที่สำคัญ ซึ่งเป็นเส้นที่เชื่อมระหว่างจุดราคาสองจุดขึ้นไป และแสดงถึงทิศทางของเทรนด์ การทะลุออกกรอบจะเกิดขึ้นเมื่อราคาทะลุออกกรอบที่สำคัญ ซึ่งกรอบนั้นจะมาจากการวาดเส้นคู่ขนานด้านบนและล่างเทรนด์ไลน์

กลยุทธ์ Breakout
ในตัวอย่างข้างต้น เราสังเกตเห็นได้ว่าราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วทันทีที่ราคาทะลุออกจากกรอบ
การเทรด Chart Pattern
การเทรดตาม Chart Pattern (รูปแบบกราฟ) คือการที่นักเทรดสังเกตดูรูปแบบต่าง ๆ เช่น Head and Shoulders, Double Tops, และ Triangles รูปแบบเหล่านี้ใช้เพื่อทำนายการเคลื่อนที่ของราคาในอนาคต และสามารถใช้ประกอบกับอินดิเคเตอร์เชิงเทคนิค เช่น Moving Averages และ Oscillators เพื่อยืนยันการเทรด
การจะใช้กลยุทธ์นี้อย่างมีประสิทธิภาพ นักเทรดจะต้องมีความเข้าใจในเรื่องการวิเคราะห์เชิงเทคนิคเป็นอย่างดี และดูรูปแบบกราฟต่าง ๆ เป็น ทางที่ดีควรใช้กลยุทธ์นี้ในระยะเวลาที่ยาวนานกว่า เช่น ในกราฟรายวัน หรือรายสัปดาห์ เพื่อหลีกเลี่ยงสัญญาณเท็จและเพิ่มความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จ

การเทรดตามรูปแบบกราฟ
กลยุทธ์ Trend Following
กลยุทธ์ Trend Following (ตามเทรนด์) คือ กลยุทธ์การเทรด Forex ที่เป็นการหาทิศทางของเทรนด์ตลาด และเปิดคำสั่งเทรดในทิศทางเดียวกันกับเทรนด์นั้น กลยุทธ์นี้มาจากความคิดที่ว่า “เทรนด์คือเพื่อนของคุณ” (Trend is your friend) ดังนั้น การเทรดตามเทรนด์จะยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะเทรดชนะ
กลยุทธ์นี้ให้จุดเข้าและออกตลาดที่ชัดเจน โดยนักเทรดสามารถใช้อินดิเคเตอร์เชิงเทคนิคในการหาทิศทางของเทรนด์และตั้งค่าคำสั่ง stop loss เพื่อจำกัดความเสี่ยง นอกจากนี้ การเทรดตามเทรนด์ยังสามารถใช้ได้ในหลายตลาด นักเทรดจึงมีความยืดหยุ่นและโอกาสในการทำกำไรมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ Trend Following ก็มีข้อเสียด้วยเช่นกัน กลยุทธ์นี้อาจทำให้เข้าและออกเทรดล่าช้า เพราะนักเทรดจะต้องรอการยืนยันแนวโน้มก่อนที่จะเข้าเทรด จึงอาจทำให้พลาดโอกาสในการทำกำไรได้

กลยุทธ์ Trend Following
กลยุทธ์ Bounce
กลยุทธ์ Bounce เป็นกลยุทธ์ Forex ยอดนิยมที่เป็นการหาระดับแนวรับและแนวต้านที่สำคัญในตลาด นักเทรดหลายคนเชื่อว่า หากตลาดตกลงมายังระดับเฉพาะใด ๆ ในอดีต และจากนั้นราคาก็ “bounce” หรือ “ย้อนกลับ” ระดับนี้อาจเป็นระดับสำคัญได้ในอนาคต นักเทรดสามารถใช้กลยุทธ์นี้เพื่อเข้าเทรดเมื่อราคาแตะระดับที่สำคัญ โดยคาดหวังว่าราคาจะ “bounce” กลับมาในทิศทางตรงกันข้าม
ตัวอย่างเช่น สมมติว่านักเทรดใช้กลยุทธ์ bounce ในการเทรด EUR/USD แล้วเจอระดับแนวรับที่สำคัญที่ 1.05756 ซึ่งเคยเป็นระดับที่แข็งแกร่งมากในอดีต นักเทรดก็จะวางคำสั่งเทรดไว้ที่ระดับราคานี้ โดยตั้ง stop loss ไว้ที่ 1.05600 และเป้าหมายกำไรที่ 1.06586 เมื่อราคาขยับลงมาที่ 1.05756 และจากนั้นก็ย้อนกลับขึ้นไปแตะระดับเป้าหมายกำไรและได้กำไรในที่สุด

กลยุทธ์ Bounce
Overbought และ Oversold
กลยุทธ์ Overbought และ Oversold คือ กลยุทธ์ Forex ที่เป็นการหาว่าคู่สกุลเงินนั้นอยู่ในภาวะที่มีแรงซื้อมากเกินไป (overbought) หรือมีแรงขายมากเกินไป (oversold) เมื่อใด กลยุทธ์นี้มาจากหลักการที่เมื่อราคาอยู่ในภาวะ overbought จะมีความเป็นไปได้สูงที่ราคาจะลดลง และเมื่อคู่สกุลเงินอยู่ในภาวะ oversold จะมีความเป็นไปได้สูงที่ราคาจะเพิ่มขึ้น นักเทรดสามารถใช้อินดิเคเตอร์เชิงเทคนิค เช่น Relative Strength Index (RSI) หรือ Stochastic Oscillator เพื่อหาระดับ overbought และ oversold ได้
หนึ่งในข้อดีหลักของกลยุทธ์ overbought และ oversold คือ สามารถใช้ได้ในทุกสภาพแวดล้อมของตลาด และเหมาะสำหรับนักเทรดทุกระดับ เมื่อใช้งานได้ถูกต้อง กลยุทธ์นี้มีโอกาสที่จะได้ผลสูง จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักเทรดที่ต้องการเทรดอย่างมีกำไร อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงก็คือ สัญญาณเท็จอาจเกิดขึ้นได้ในช่วงที่ตลาดไม่มีความเคลื่อนไหวมาก ซึ่งจะทำให้ขาดทุนได้ นอกจากนี้ การหาจุดเข้าและออกจากการเทรดที่แน่นอนอาจไม่ใช่เรื่องง่าย การบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสมจึงมีความสำคัญ

กลยุทธ์ Overbought และ Oversold
กลยุทธ์ Counter-trend Forex
กลยุทธ์ Counter-trend Forex (สวนเทรนด์) เป็นเทคนิคการเทรดที่เป็นการสังเกตและฉวยโอกาสการเคลื่อนที่ของตลาดที่สวนทางกับเทรนด์ กลยุทธ์เหล่านี้มีสมมติฐานว่า เทรนด์ไม่ได้มีความสม่ำเสมอตลอด และบ่อยครั้งมันมักมีการย่อตัวหรือปรับฐานก่อนที่เทรนด์จะไปต่อ เมื่อสังเกตเห็นการเคลื่อนที่ที่สวนทางกับเทรนด์แล้ว นักเทรดสามารถเปิดคำสั่งเทรดที่มีอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนที่ดีได้ หนึ่งในข้อดีหลักของการใช้กลยุทธ์ Counter-trend Forex คือ การเข้าเทรดในระดับที่สำคัญจะช่วยให้นักเทรดได้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของตลาดที่กำลังสวนทางกับเทรนด์ จึงจะยิ่งได้ผลกำไรจำนวนมาก นอกจากนี้ กลยุทธ์เหล่านี้สามารถใช้งานได้ในทุกสภาพแวดล้อมในตลาด จึงเป็นกลยุทธ์ที่ดีเยี่ยมและใช้งานได้อย่างคล่องตัว
ตัวอย่างเช่น สมมติว่านักเทรดกำลังใช้กลยุทธ์สวนเทรนด์เพื่อเทรดคู่ EUR/USD นักเทรดสังเกตเห็นว่าราคานี้อยู่ในเทรนด์ขาขึ้น และแตะแนวต้านที่ 1.06453 จึงคาดว่าราคาน่าจะย่อตัว และเปิดคำสั่งเทรดขายกับคู่นี้ โดยวาง stop loss ไว้ที่ 1.0650 และเป้าหมายกำไรที่ 1.0600 หลังจากนั้นราคาก็ย่อตัวจริงจนแตะระดับเป้าหมายกำไร ทำให้ได้ผลลัพธ์เป็นกำไรจากคำสั่งเทรดนี้

กลยุทธ์ Counter-trend Forex
ในตัวอย่างข้างต้น เราสังเกตเห็นได้ว่าเทรนด์ขาขึ้นที่แข็งแกร่งนั้นตามมาด้วยแท่งเทียนสีแดงแท่งยาว ซึ่งบ่งชี้ว่าราคาลดฮวบลงอย่างลาดชัน กลยุทธ์สวนเทรนด์นี้จึงมีไว้เพื่อทำกำไรในจังหวะเช่นนี้
กลยุทธ์ Bollinger Bands
กลยุทธ์ Bollinger Bands เป็นกลยุทธ์ที่ใช้หลักการแนวรับและแนวต้าน Bands เป็นกรอบที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่และเส้นเบี่ยงเบนมาตรฐานสองเส้น ตีกรอบโอบล้อมราคาไว้ กลยุทธ์นี้สันนิษฐานว่า ราคาจะยังคงเคลื่อนที่อยู่ในกรอบ และเมื่อราคาแตะกรอบด้านบนหรือด้านล่าง จะมีโอกาสที่ราคาจะกลับตัว กลยุทธ์นี้เป็นที่นิยม เพราะสามารถใช้งานได้กับทุกกรอบเวลา และง่ายในการสังเกตสัญญาณ
ข้อดีของการใช้ Bollinger Bands เป็นกลยุทธ์การเทรดคือ วิธีนี้ให้สัญญาณการเข้าและออกตลาดอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อราคาฝ่าทะลุกรอบด้านบนหรือด้านล่าง อีกทั้งยังสามารถใช้ควบคู่ไปกับอินดิเคเตอร์อื่น ๆ เพื่อยืนยันคำสั่งเทรด และค่อนข้างใช้งานง่ายสำหรับมือใหม่ อย่างไรก็ตาม ข้อเสียหลักอย่างหนึ่งของกลยุทธ์นี้ก็คือ อาจให้สัญญาณเท็จได้เมื่อราคาอยู่ในเทรนด์ที่มีกำลังแรง นักเทรดยังอาจต้องปรับการตั้งค่ากับหลายคู่สกุลเงินหรือกอบเวลา และจำเป็นต้องคอยสังเกตดูอย่างต่อเนื่องเพื่อจะได้ไม่พลาดโอกาสเข้าเทรด

กลยุทธ์ Bollinger Bands
The Pivot Point – ระดับ Supply และ Demand ที่สำคัญ
กลยุทธ์ The Pivot Point เป็นกลยุทธ์การเทรด Forex ที่ได้รับความนิยม โดยมีหลักการมาจากระดับแนวรับและแนวต้าน ซึ่งคำนวณโดยใช้ค่าเฉลี่ยของราคาสูงสุด ต่ำสุด และราคาปิดของชั่วโมงซื้อขายก่อนหน้า Pivot Point และระดับแนวรับและแนวต้านที่เกี่ยวข้องสามารถให้ข้อมูลที่มีประโยชน์เกี่ยวกับอารมณ์ตลาด รวมถึงระดับ Supply และ Demand

กลยุทธ์ Pivot Point
องค์ประกอบของกลยุทธ์ Forex มีอะไรบ้าง?
ผู้เชี่ยวชาญของ Traders Union ได้แบ่งแยกองค์ประกอบที่อยู่ในกลยุทธ์การเทรด Forex ดังต่อไปนี้
-
เป้าหมายการเทรด: เป้าหมายที่นักเทรดตั้งให้กับตนเอง เช่น เป้าหมายกำไร หรือวัตถุประสงค์เรื่องการบริหารความเสี่ยง
-
กรอบเวลา: กรอบเวลาที่นักเทรดจะวิเคราะห์ เช่น เดย์เทรด หรือ สวิงเทรด เป็นต้น
-
ตราสารที่จะเทรด: ตลาดหรือสินทรัพย์ทางการเงินที่นักเทรดจะให้ความสำคัญ เช่น คู่สกุลเงินฟอเร็กซ์ หรือสินค้าโภคภัณฑ์
-
สัญญาณการเข้าหรือออกเทรด: สัญญาณที่ใช้ในการเข้าหรือออกจากคำสั่งเทรด เช่น อินดิเคเตอร์เชิงเทคนิค หรือรูปแบบกราฟ
-
ขนาดคำสั่ง: กระบวนการกำหนดขนาดคำสั่งเทรดที่เหมาะสมตามขนาดบัญชีและระดับการยอมรับความเสี่ยง
-
การบริหารความเสี่ยง: กลยุทธ์ที่จะใช้ในการบริหารความเสี่ยง เช่น คำสั่ง stop loss หรือ hedging
-
จิตวิทยาการเทรด: ชุดความคิดและสภาพอารมณ์ของนักเทรดในการเข้าและออกจากการเทรด
-
Backtesting และการปรับปรุงระบบ: ขั้นตอนการทดสอบและปรับปรุงกลยุทธ์การเทรดโดยใช้ข้อมูลในอดีต
-
แผนการเทรด: แผนการเทรดที่เขียนไว้เพื่อให้แนวทางการเทรดในตลาดและกลยุทธ์การเทรด
เลือกกลยุทธ์และสไตล์การเทรดของคุณอย่างไร?
สำหรับการเลือกกลยุทธ์และสไตล์การเทรดเป็นของตนเองในการเทรด Forex ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้พิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้
1. ศึกษาและให้ความรู้กับตนเองเกี่ยวกับกลยุทธ์ต่าง ๆ: ก่อนที่คุณจะเลือกกลยุทธ์ คุณต้องรู้ก่อนว่ามีอะไรบ้าง ทุ่มเทเวลาในการเรียนรู้กลยุทธ์และเทคนิคต่าง ๆ ในการเทรด Forex
2. ประเมินความสามารถของคุณ: พิจารณาจุดแข็งและจุดอ่อนของคุณ เช่น หากคุณเก่งเรื่องการวิเคราะห์กราฟและข้อมูล กลยุทธ์ที่เน้นการวิเคราะห์เชิงเทคนิคอาจเหมาะกับคุณมากที่สุด แต่ถ้าคุณถนัดกับข้อมูลปัจจัยพื้นฐานและเหตุการณ์ข่าวสารต่าง ๆ มากกว่า คุณอาจชอบแนวทางการเทรดตามข่าวมากกว่า
3. ประเมินเวลาของคุณ: สไตล์การเทรดที่แตกต่างกันไปต้องอาศัยการทุ่มเทเวลาที่ต่างกันไป หากคุณทำงานเต็มเวลา คุณอาจจะไม่มีเวลาที่จะเดย์เทรดได้ ลองพิจารณาดูว่าสไตล์ไหนที่เหมาะกับตารางเวลาของคุณมากที่สุด
4. ทดสอบบนบัญชีทดลอง: ก่อนที่จะใช้กลยุทธ์ใด ๆ ลองใช้กลยุทธ์บนบัญชีทดลองก่อน คุณจะได้มีโอกาสเห็นผลลัพธ์ว่ากลยุทธ์นั้นทำงานเป็นอย่างไรในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากความเสี่ยง
5. พิจารณาระดับการยอมรับความเสี่ยงของคุณ: สไตล์การเทรดบางรูปแบบ เช่น scalping มีความเสี่ยงสูงมาก ดูให้แน่ใจว่าคุณเลือกกลยุทธ์ที่สอดรับกับระดับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้
วิธีสร้างกลยุทธ์การเทรดของคุณ
การพัฒนากลยุทธ์การเทรด Forex เป็นสิ่งสำคัญเพื่อความสำเร็จในตลาด ขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยเป็นคำแนะนำให้กับคุณในการสร้างกลยุทธ์มีดังนี้
1. การทดสอบกับบัญชีทดลอง: ก่อนจะลงทุนด้วยเงินจริงใด ๆ ขั้นตอนที่สำคัญคือต้องทดสอบกลยุทธ์ของคุณบนบัญชีทดลองก่อน คุณจะได้ลองฝึกเทรดในสภาพแวดล้อมที่ไร้ความเสี่ยง และปรับกลยุทธ์ของคุณให้เหมาะสม โดยไม่ต้องขาดทุนใด ๆ
2. Backtesting: หลังจากที่มีกลยุทธ์พื้นฐานพร้อมแล้ว การทดสอบย้อนหลังหรือ Backtesting สามารถช่วยให้ข้อมูลประสิทธิภาพของกลยุทธ์ในเงื่อนไขตลาดที่แตกต่างกันไป วิธีนี้จะช่วยข้อมูลราคาในอดีตเพื่อจำลองการเทรดและประเมินประสิทธิภาพของกลยุทธ์ในแต่ละช่วงเวลา
3. เริ่มต้นด้วยเงินลงทุนไม่มาก: เมื่อคุณพร้อมที่จะเริ่มเทรดด้วยเงินจริงแล้ว สิ่งสำคัญคือควรเริ่มเทรดด้วยจำนวนเงินขั้นต่ำที่โบรกเกอร์ของคุณกำหนด คุณจะได้เรียนรู้วิธีบริหารความเสี่ยง ในขณะเดียวกันก็ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์และความมั่นใจในกลยุทธ์ของคุณ
4. จดบันทึกการเทรด: การจดบันทึกสถิติการเทรดเป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพื่อช่วยติดตามพัฒนาการและปรับปรุงกลยุทธ์ของคุณให้เหมาะสมต่อ วิธีนี้จะเป็นการจดบันทึกสถิติการเทรด เหตุผลที่เข้าเทรด และผลลัพธ์ที่ได้ เป็นต้น
5. หมั่นติดตามและปรับกลยุทธ์ของคุณเสมอ: ตลาดฟอเร็กซ์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และกลยุทธ์ของคุณจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะปรับเข้าหาสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ควรติดตามผลตอบแทนของกลยุทธ์คุณอย่างเป็นประจำ และปรับแต่งกลยุทธ์ตามความจำเป็นเพื่อให้มันมีประสิทธิภาพเสมอในสถานการณ์ตลาดปัจจุบัน
การบริหารความเสี่ยงคือหัวใจสำคัญสู่ความสำเร็จในการเทรด Forex
การบริหารความเสี่ยงคือ แง่มุมที่สำคัญของความสำเร็จในการเทรด Forex เพราะการบริหารความเสี่ยงช่วยให้นักเทรดจำกัดการขาดทุนและปกป้องเงินทุนของตนเอง เทคนิคการจัดการความเสี่ยงพื้นฐานที่นักเทรดสามารถนำไปใช้ได้มีดังนี้
1. ตั้งค่าคำสั่ง stop loss: คำสั่ง stop loss คือคำสั่งให้ขายคู่สกุลเงินเมื่อราคาขยับถึงระดับใดระดับหนึ่ง การตั้งค่าคำสั่ง stop loss นักเทรดจะสามารถจำกัดการขาดทุนของตนเอง และปกป้องเงินทุนของตนเองได้
2. ใช้ขนาดาคำสั่งที่เหมาะสม: ขนาดคำสั่งเทรดที่เหมาะสมมีความสำคัญในการบริหารความเสี่ยง เพราะวิธีนี้ช่วยรับประกันว่า นักเทรดจะไม่นำเงินทุนไปเสี่ยงมากเกินไปในคำสั่งเทรดเดียว ตามกฎทั่วไป นักเทรดไม่ควรเสี่ยงเงินมากกว่า 1-2% ของเงินในบัญชีในคำสั่งเดียว
3. ควบคุมอารมณ์: อารมณ์สามารถนำไปสู่การด่วนตัดสินใจและการตัดสินใจอย่างไร้เหตุผล ซึ่งอาจนำไปสู่การขาดทุนอย่างหนักได้ นักเทรดควรพัฒนาแผนการเทรดและปฏิบัติตามแผนนั้น ไม่ว่าสถานการณ์ตลาดหรือสภาพอารมณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม
4. ใช้เลเวอเรจปานกลาง: แม้ว่าเลเวอเรจจะช่วยเพิ่มพูนศักยภาพกำไรได้ แต่ก็มาพร้อมกับการขาดทุนที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน นักเทรดควรใช้เลเวอเรจในอัตราปานกลางเพื่อจัดการกับความเสี่ยง และหลีกเลี่ยงการขาดทุนเป็นเงินจำนวนมาก
5. กระจายความเสี่ยง: การกระจายความเสี่ยงเป็นเทคนิคการจัดการความเสี่ยงที่เป็นการแบ่งเงินทุนของคุณ เพื่อลงทุนในหลายคู่สกุลเงินหรือสินทรัพย์หลายประเภท การกระจายความเสี่ยงจะช่วยปกป้องนักเทรดจากการเผชิญกับความเสี่ยงในคู่สกุลเงินเดียวหรือตลาดเดียว
6. ใช้อัตราความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk-reward ration): ก่อนจะเริ่มเทรด คุณควรรู้อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงที่เป็นไปได้ อัตราดังกล่าวควรอยู่ที่อย่างน้อย 1:2 หมายความว่า ผลตอบแทนที่เป็นไปได้นั้นสูงกว่าความเสี่ยงสองเท่า ดังนั้น ถ้าคุณขาดทุนในบางธุรกรรม คุณก็ยังมีกำไรได้ในระยะยาว
กลยุทธ์ Forex ที่ดีที่สุดสำหรับมือใหม่มีอะไรบ้าง?
ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ Traders Union กลยุทธ์ Forex ที่เหมาะกับนักเทรดมือใหม่มากที่สุดมีดังนี้
1. Position trading: Position trading เป็นการเทรดในระยะยาวเป็นเวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ เพื่อทำกำไรจากแนวโน้มตลาดในระยะยาว กลยุทธ์นี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับมือใหม่ เพราะช่วยให้นักเทรดทำการตัดสินใจตามการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและเทรนด์ตลาดในระยะยาวได้มากกว่าการผันผวนในระยะสั้น
2. การเทรดตามเทรนด์: การเทรดตามเทรนด์เป็นกลยุทธ์ Forex ที่ได้รับความนิยม ซึ่งเป็นการหาทิศทางของเทรนด์ตลาดและเทรดตามเทรนด์นั้น กลยุทธ์นี้มีประสิทธิภาพสำหรับมือใหม่ เพราะให้จุดเข้าและออกตลาดที่ชัดเจนโดยอ้างอิงจากอินดิเคเตอร์เชิงเทคนิค
3. กลยุทธ์ Breakout: กลยุทธ์ Breakout เป็นการเปิดคำสั่งเทรด เมื่อราคาฝ่าผ่านระดับแนวรับหรือแนวต้านที่สำคัญ กลยุทธ์นี้มีประสิทธิภาพสำหรับมือใหม่ เพราะให้จุดเข้าและออกตลาดที่ชัดเจนโดยอ้างอิงจากอินดิเคเตอร์เชิงเทคนิคเช่นกัน
4. การเทรดตาม Price Action: การเทรดตาม Price Action เป็นการวิเคราะห์การเคลื่อนที่ของราคาคู่เงินเพื่อสังเกตรูปแบบและทำการตัดสินใจ กลยุทธ์นี้อาจเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผลสำหรับนักเทรดมือใหม่ เพราะไม่ต้องอาศัยอินดิเคเตอร์เชิงเทคนิคที่ซับซ้อน และสามารถเรียนรู้ได้ไม่ยาก
5. การเทรดแบบ Swing: การเทรดแบบ Swing เป็นการถือคำสั่งเทรดเป็นเวลาหลายเพื่อจับจังหวะการเคลื่อนที่ของตลาดในระยะสั้น กลยุทธ์นี้อาจมีประสิทธิภาพสำหรับมือใหม่ เพราะให้สมดุลระหว่างการเทรดระยะสั้นและระยะยาว นักเทรดจึงสามารถใช้ประโยชน์จากความผันผวนในตลาด โดยไม่ต้องรับมือกับความเสี่ยงมากเกินไป
6. Copy trading: บริการ Copy trading เป็นการคัดลอกเทรดจากนักเทรดที่มีประสบการณ์มากกว่า กลยุทธ์นี้อาจมีประสิทธิภาพสำหรับนักเทรดมือใหม่ เพราะเป็นโอกาสในการเรียนรู้จากนักเทรดที่มีประสบการณ์ และให้ได้รับมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับกลยุทธ์การเทรดที่ทำกำไร
มีกลยุทธ์การเทรด Forex ที่เทรดชนะ 100% ไหม?
น่าเสียดายที่ไม่มีกลยุทธ์ไหนจะเทรดชนะได้ 100% ในการเทรดฟอเร็กซ์ ตลาดฟอเร็กซ์เป็นตลาดที่คาดการณ์ได้ยาก และไม่มีกลยุทธ์ใดที่สามารถทำนายการเคลื่อนที่ของราคาได้อย่างแม่นยำ 100% แม้แต่นักเทรดที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดก็เจอกับภาวะขาดทุนเป็นบางครั้ง
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์การเทรด Forex ที่ดีจะต้องมีการกำหนดอัตราความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (risk-to-reward ratio) ซึ่งกำไรที่จะได้รับจะต้องมากกว่าการขาดทุน เช่น หากกลยุทธ์ที่ใช้มีอัตราชนะ 60% และทำกำไรได้เฉลี่ย $100 ต่อคำสั่งเทรด แต่ถ้าขาดทุนจะเสียโดยเฉลี่ย $50 ต่อคำสั่งเทรด ในระยะยาว กลยุทธ์นี้ก็จะมีกำไร เป็นต้น
นอกจากนี้ กลยุทธ์ที่ดียังควรมีกฎการเข้าและออกตลาดอย่างชัดเจน มีแผนการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม และความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา กลยุทธ์นั้นควรทดสอบใช้งานบนบัญชีทดลอง และทำการ backtesting เพื่อให้แน่ใจว่ากลยุทธ์นั้นให้กำไร ก่อนที่จะนำไปใช้ในการเทรดจริง
โดยทั่วไป แม้ว่าจะไม่มีวิธีใดที่การันตีความสำเร็จในตลาดฟอเร็กซ์ แต่การมีกลยุทธ์ที่วางแผนและปฏิบัติตามเป็นอย่างดีจะช่วยให้นักเทรดได้รับกำไรที่สม่ำเสมอได้ในระยะยาว
Best Forex brokers
ตำแหน่งที่คุณอยู่คือสหรัฐอเมริกา
หากคุณต้องการศึกษาเกี่ยวกับโบรกเกอร์ที่ดีที่สุดในพื้นที่ของคุณ กรุณาใช้บริการ “ค้นหาโบรกเกอร์ของฉัน”
คำถามที่พบบ่อย
กลยุทธ์ที่ให้กำไรดีที่สุดใน Forex คืออะไร?
คำถามนี้ไม่มีคำตอบตายตัว เพราะความสามารถในการทำกำไรของแต่ละกลยุทธ์ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น สภาพแวดล้อมในตลาด สไตล์การเทรด และเทคนิคการบริหารความเสี่ยง บางกลยุทธ์ยอดนิยมในหมู่นักเทรด ได้แก่ Trend-following, breakout และกลยุทธ์ Carry trading
กลยุทธ์ Forex ไหนง่ายที่สุด?
กลยุทธ์ Forex ที่ง่ายที่สุดนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละคน เพราะบางกลยุทธ์อาจง่ายสำหรับบางคน แต่ยากสำหรับคนอื่น อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างกลยุทธ์ที่เข้าใจง่ายสำหรับนักเทรดมือใหม่ ได้แก่ การใช้ระดับแนวรับและแนวต้าน, Moving Averages และรูปแบบกราฟพื้นฐาน
Copy Trading ดีสำหรับนักเทรดมือใหม่หรือไม่?
Copy Trading หรือการคัดลอกเทรดเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับมือใหม่ที่กำลังเริ่มต้นศึกษาเกี่ยวกับตลาดฟอเร็กซ์ การคัดลอกเทรดช่วยให้นักเทรดสามารถติดตามและศึกษาคำสั่งเทรดและกลยุทธ์จากนักเทรดที่มีความเชี่ยวชาญมากกว่า อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือจะต้องศึกษาและเลือกแพลตฟอร์มคัดลอกเทรดที่น่าเชื่อถือและไว้ใจได้
กฎ 80/20 ใน Forex คืออะไร?
กฎ 80/20 ใน Forex คือการสังเกตว่า 80% ของกำไรของนักเทรดมาจากแค่ 20% ของการเทรดของพวกเขา กฎนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการโฟกัสกับคุณภาพของการเทรดมากกว่าปริมาณ และเน้นความสำคัญของเทคนิคในการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
อภิธานศัพท์สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่
-
1
นักลงทุน
นักลงทุนคือบุคคลที่นำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์โดยคาดหวังว่ามูลค่าของสินทรัพย์จะเพิ่มขึ้นในอนาคต สินทรัพย์อาจเป็นอะไรก็ได้ รวมถึงพันธบัตร หุ้นกู้ กองทุนรวม หุ้น ทองคำ เงิน กองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน (ETF) และอสังหาริมทรัพย์
-
2
การบริหารความเสี่ยง
การบริหารความเสี่ยงเป็นรูปแบบการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในขณะที่เพิ่มผลกำไรสูงสุด เครื่องมือการจัดการความเสี่ยงหลักคือ Stop Loss, Take Profit, การคำนวณปริมาณตำแหน่งโดยพิจารณาจากเลเวอเรจและมูลค่า pip
-
3
วีเอฟเอสซี
VFSC เป็นหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของวานูอาตู ถูกสร้างขึ้นโดยคณะกรรมการบริการทางการเงินของวานูอาตูเมื่อปี 1993 โดยเป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบของกระทรวงการคลังและการจัดการเศรษฐกิจ VFSC เป็นหน่วยงานกำกับดูแลนอกชายฝั่ง
-
4
คัดลอกการซื้อขาย
Copy Trading คือกลยุทธ์การลงทุนที่เทรดเดอร์จำลองกลยุทธ์การซื้อขายของเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์มากกว่า โดยสะท้อนการซื้อขายในบัญชีของตนเองโดยอัตโนมัติเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกัน
-
5
ทำกำไร
คำสั่ง Take-Profit คือคำสั่งการซื้อขายประเภทหนึ่งที่สั่งให้นายหน้าปิดสถานะเมื่อตลาดถึงระดับกำไรที่ระบุ
ทีมงานที่จัดทำบทความนี้
Oleg Tkachenko เป็นนักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจและผู้จัดการความเสี่ยงซึ่งมีประสบการณ์มากกว่า 14 ปีในการทำงานกับธนาคาร บริษัทการลงทุน และแพลตฟอร์มการวิเคราะห์ที่มีความสำคัญในระบบ เขาเป็นนักวิเคราะห์ของ Traders Union ตั้งแต่ปี 2018 ความเชี่ยวชาญหลักของเขาคือการวิเคราะห์และคาดการณ์แนวโน้มราคาในตลาด Forex หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ และสกุลเงินดิจิทัล รวมถึงการพัฒนากลยุทธ์การซื้อขายและระบบการจัดการความเสี่ยงแต่ละบุคคล นอกจากนี้ เขายังวิเคราะห์ตลาดการลงทุนที่ไม่เป็นมาตรฐานและศึกษาเกี่ยวกับจิตวิทยาการซื้อขายอีกด้วย
นอกจากนี้ โอเล็กยังได้เป็นสมาชิกของสหภาพนักข่าวแห่งชาติยูเครน (บัตรสมาชิกเลขที่ 4575, หนังสือรับรองระหว่างประเทศ UKR4494)
เคท สโตยเชฟ เป็นบรรณาธิการคนไทยที่ Traders Union เธอเรียนจบปริญญาตรีและปริญญาโทด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ความหลงรักในภาษาพาเธอมาพบกับอาชีพเสริมในฐานะนักแปลภาษาไทยและอังกฤษ จนผันตัวมาเป็นงานหลักที่เธอชื่นชอบ “ฉันสนใจในเรื่องการเงินและการลงทุนมาโดยตลอด ส่วนใหญ่จึงมักแปลงานหรือเขียนคอนเทนต์เกี่ยวกับเรื่องการเงิน การเทรดสัญญา CFDs และคริปโต” นอกจากความชอบในภาษาต่างประเทศแล้ว เธอยังสนใจในเรื่องประเด็นสังคมและการเมืองอีกด้วย เธอชอบใช้เวลาว่างกับครอบครัว ปรุงอาหารอร่อย ๆ และพยายามฝึกทักษะภาษาเยอรมัน
Mirjan Hipolito เป็นนักเขียนและบรรณาธิการข่าวที่ Traders Union เธอเป็นนักเเขียนที่เชี่ยวชาญเรื่องคริปโต มีประสบการณ์มากกว่าห้าปีในตลาดการเงิน เธอมีความชำนาญในการเขียนข่าวสารตลาดรายวัน การคาดการณ์ราคา และเรื่องการระดมทุนเพื่อเสนอขายเหรียญดิจิทัลใหม่ (ICO)