วิธีใช้ Pivot Points ในการเทรด Forex อย่างมีประสิทธิภาพ | คู่มือฉบับสมบูรณ์
หมายเหตุบรรณาธิการ: แม้ว่าเราจะปฏิบัติตามมาตรฐานบรรณาธิการที่เข้มงวด แต่โพสต์นี้อาจมีการอ้างอิงถึงผลิตภัณฑ์จากพันธมิตรของเรา นี่คือคำอธิบายเกี่ยวกับวิธีที่เราทำเงิน ข้อมูลและข้อมูลใด ๆ บนหน้าเว็บนี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุนตามข้อจำกัดความรับผิดของเรา
Pivot point ใช้เพื่อกำหนดระดับราคาภายใต้สถานการณ์ที่กำหนด มันแสดงระดับของแนวรับหรือแนวต้าน ซึ่งช่วยให้คุณสามารถกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวของราคา หรือกำหนดแนวโน้มได้ Pivot point เป็นหนึ่งในเครื่องมือชั้นนำสำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิค
ในตลาดการเงิน ตัวเลขและการเคลื่อนไหวมีความสำคัญอย่างมาก ดังนั้นนักลงทุนจึงมองหาเครื่องมือที่เชื่อถือได้ในการวิเคราะห์ตลาดและตัดสินใจอย่างมีข้อมูล เครื่องมือหนึ่งที่เป็นที่นิยมคือจุดหมุน (pivot points) ซึ่งมีการคำนวณที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง จุดหมุนมักมีบทบาทสำคัญในชุดเครื่องมือของนักเทรด Forex และอื่นๆ ในบทความนี้ ผู้เชี่ยวชาญจาก Traders Union จะอธิบายว่าจุดหมุนทำงานอย่างไร ทำไมจึงสำคัญต่อนักเทรด และจะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จทางการเงินได้อย่างไร
Pivot point คืออะไร?
จุดหมุนเป็นแนวคิดที่ใช้ในหลายสาขาตั้งแต่ธุรกิจจนถึงฟิสิกส์ ในบริบทของการเงินและการซื้อขาย จุดหมุนถูกใช้เพื่อระบุระดับราคาที่สำคัญในสถานการณ์ตลาดต่างๆ ซึ่งแสดงถึงระดับที่ถือว่าสำคัญในการกำหนดทิศทางหรือการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มตลาด จุดหมุนเป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักของการวิเคราะห์ทางเทคนิค ช่วยให้นักเทรดตัดสินใจเกี่ยวกับการซื้อขายของตนได้อย่างมีข้อมูล
การคำนวณจุด Pivot อิงตามสูตรทางคณิตศาสตร์ที่ใช้กำหนดจุดศูนย์กลางหรือระดับราคา มีวิธีการคำนวณจุด Pivot หลายแบบ แต่ที่พบบ่อยที่สุดจะอิงจากราคาสูงสุด ต่ำสุด และราคาปิดของช่วงเวลาก่อนหน้า จากจุดศูนย์กลางนี้ จะมีการคำนวณระดับแนวรับและแนวต้านเพิ่มเติม ซึ่งนักเทรดใช้เพื่อกำหนดเป้าหมายกำไรที่เป็นไปได้ นักเทรดสามารถใช้ช่วงเวลาต่าง ๆ ในการคำนวณจุด Pivot ขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ที่ทำการซื้อขายและความผันผวนของตลาดในปัจจุบัน
จุดหมุนและระดับแนวรับแนวต้านที่เกี่ยวข้องถูกใช้โดยนักเทรดเพื่อทำการตัดสินใจเข้าและออกจากตลาด ตัวอย่างเช่น เมื่อราคามาใกล้ระดับแนวรับ นักเทรดอาจมองว่านี่เป็นโอกาสในการเปิดสถานะซื้อ รอให้ราคาฟื้นตัว ในทางกลับกัน เมื่อราคาถึงระดับแนวต้าน นักเทรดอาจพิจารณาว่านี่เป็นสัญญาณในการปิดสถานะหรือเปิดสถานะขาย โดยคาดว่าราคาจะลดลง
ก่อนที่จะใช้กลยุทธ์จุดหมุนในการเทรดจริง สิ่งสำคัญคือต้องเลือกโบรกเกอร์ที่เชื่อถือได้ซึ่งมีการดำเนินการที่มั่นคง ราคาโปร่งใส และแพลตฟอร์มที่เครื่องมือทางเทคนิคทำงานได้อย่างราบรื่น ตารางเปรียบเทียบด้านล่างนี้แสดงโบรกเกอร์ Forex ที่มีชื่อเสียงซึ่งให้เงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับเทรดเดอร์ที่พึ่งพา Pivot Points อย่างแข็งขัน
| OANDA | ZForex | Plus500 | IG Markets | Phillip Securities | |
|---|---|---|---|---|---|
|
เงินฝากขั้นต่ำ, $ |
ไม่มี | 10 | 100 | 1 | 1,000 |
|
เลเวอเรจสูงสุด |
1:200 | 1:1000 | 1:300 | 1:200 | 1:1 |
|
สเปรด Standard EUR/USD |
0.3 | 0.3 | 0.7 | 0.9 | 0.5 |
|
ค่าธรรมเนียมการฝาก, % |
ไม่มี | ไม่มี | ไม่มี | ไม่มี | ไม่มี |
|
ค่าธรรมเนียมการถอน, $ |
0-15 | ไม่มี | ไม่มี | ไม่มี | ไม่มี |
|
ค่าธรรมเนียมการถอน, % |
ไม่มี | ไม่มี | ไม่มี | ไม่มี | ไม่มี |
|
ระดับการควบคุมสูงสุด |
Tier-1 | ไม่ได้รับการควบคุม | Tier-1 | Tier-1 | Tier-2 |
|
คะแนนรวมของ TU |
6.66 | 7.89 | 8.8 | 6.61 | 6.72 |
|
เปิดบัญชี |
ไปโบรกเกอร์ เงินทุนของคุณมีความเสี่ยง |
ไปโบรกเกอร์ เงินทุนของคุณมีความเสี่ยง
|
ไปโบรกเกอร์ 82% ของบัญชี CFD ของการขายปลีกสูญเสียเงิน |
อ่านรีวิว | อ่านรีวิว |
ประเภทของ Pivot Points
มีจุดหมุนหลายประเภทที่มีลักษณะเฉพาะตัวและใช้ในกลยุทธ์การซื้อขายที่แตกต่างกัน ผู้เชี่ยวชาญ TU จะอธิบายแต่ละประเภทอย่างละเอียดให้คุณทราบ
คลาสสิก Pivot Point
ประเภทของจุดหมุนที่พบบ่อยที่สุด ซึ่งคำนวณจากราคาสูง ราคาต่ำ และราคาปิดของช่วงการซื้อขายก่อนหน้า จุดหมุนแบบคลาสสิกทำหน้าที่เป็นจุดศูนย์กลางที่ใช้ในการคำนวณระดับแนวรับและแนวต้าน
มันถูกคำนวณเป็นค่าเฉลี่ยเลขคณิตระหว่างราคาสูงสุด ราคาต่ำสุด และราคาปิดของช่วงเวลาการซื้อขายก่อนหน้า ซึ่งจะให้จุดหลัก (Pivot Point) หลังจากคำนวณจุดหมุนแล้ว จะกำหนดระดับแนวรับและแนวต้านโดยอิงจากความแตกต่างระหว่างราคาสูงสุดและต่ำสุดของช่วงเวลาก่อนหน้า
สูตรพื้นฐานเดียวกันนี้ถูกใช้ในการตั้งจุดหมุนสำหรับทั้งตำแหน่งสั้นและยาวในตลาด Forex แต่มีระดับการเข้าและออกที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับทิศทางของการซื้อขาย
การตั้งจุดหมุนสำหรับตำแหน่งสั้น:
Pivot Point (PP):
PP=(H+L+C)/3,
โดยที่ H คือราคาสูงสุดของช่วงเวลาก่อนหน้า,
L - ราคาต่ำสุดของช่วงเวลาก่อนหน้า,
C - ราคาปิดของช่วงเวลาก่อนหน้า
ระดับแนวต้าน (R) สำหรับตำแหน่งสั้น:
R1: R1=(2×PP)-L
R2: R2=PP+(H-L)
R3: R3=H+2×(PP-L)
การตั้งจุดหมุนสำหรับตำแหน่งซื้อ:
Pivot Point (PP):
S1: S1=(2×PP)-H
PP=(H+L+C)/3,
โดยที่ H คือราคาสูงสุดของช่วงเวลาก่อนหน้า,
L - ราคาต่ำสุดของช่วงเวลาก่อนหน้า,
C - ราคาปิดของช่วงเวลาก่อนหน้า
ระดับแนวต้าน (R) สำหรับตำแหน่งซื้อ:
R1: R1=(2×PP)−L
R2: R2=PP+(H−L)
R3: R3=H+2×(PP−L)
ระดับแนวรับ (S) สำหรับตำแหน่งซื้อ:
S1: S1=(2×PP)−H
S2: S2=PP−(H−L)
S3: S3=L−2×(H−PP)
ตัวอย่างการใช้ Pivot points ในตลาด Forex:
ลองพิจารณาแผนภูมิของคู่สกุลเงิน GBP/USD ในช่วงเวลาหนึ่งชั่วโมง

ราคาปรากฏอย่างชัดเจนใกล้ระดับที่คำนวณได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากสามารถสร้างโซนราคาพิเศษเพิ่มเติมโดยใช้สูตรที่คล้ายกันได้
โดยใช้ระดับเหล่านี้ เทรดเดอร์สามารถตัดสินใจเข้าและออกจากการซื้อขาย GBP/USD โดยอิงจากระดับแนวรับและแนวต้านที่คาดการณ์ไว้
โปรดทราบ: ที่ระดับ Pivot ตลาดอาจเปลี่ยนทิศทางได้ทุกทาง - คุณต้องใช้สัญญาณเพิ่มเติมเพื่อทำการตัดสินใจ แต่ในโซน Pivot คุณสามารถวางคำสั่ง Take Profit, Stop Loss หรือคำสั่งรอดำเนินการแบบ Stop/Limit ได้
- ข้อดี
- ข้อเสีย
- ความง่ายในการคำนวณ การคำนวณจุดหมุนคลาสสิกใช้สูตรที่เรียบง่าย ทำให้เข้าถึงได้ง่ายสำหรับนักเทรดทุกคน
- การใช้งานอย่างแพร่หลาย จุดหมุนคลาสสิกเป็นประเภทที่พบมากที่สุดและถูกใช้กันอย่างกว้างขวางในกลยุทธ์การเทรด
- ไม่คำนึงถึงความผันผวน จุดหมุนคลาสสิกไม่คำนึงถึงความผันผวนของตลาดในการคำนวณ ซึ่งอาจทำให้ประเมินระดับแนวรับและแนวต้านต่ำเกินไปในช่วงที่มีความผันผวนสูง
- ความสามารถในการปรับตัวจำกัด วิธีนี้ไม่สามารถปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของพลวัตตลาดได้ จึงไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเพียงพอในสภาวะที่มีความผันผวน
Fibonacci Pivot Point
ประเภทของจุดหมุนนี้อิงตาม ระดับ Fibonacci ซึ่งใช้ในการคำนวณระดับราคา ในวิธีนี้ จุดหมุนและระดับแนวรับแนวต้านจะถูกคำนวณโดยอิงจากระดับ Fibonacci ซึ่งกำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ของความแตกต่างระหว่างราคาสูงสุดและต่ำสุดของช่วงเวลาก่อนหน้า ระดับ Fibonacci อาจเป็น 23.6%, 38.2%, 50%, 61.8% และ 100%
การคำนวณระดับ Fibonacci เริ่มต้นด้วยการหาค่าความแตกต่างระหว่างราคาสูงสุดและต่ำสุดของช่วงเวลาการซื้อขายก่อนหน้า จากนั้นช่วงราคานี้จะถูกคูณด้วยระดับ Fibonacci บางระดับ (โดยปกติคือ 23.6%, 38.2%, 50%, 61.8%, 100%) และนำไปบวกกับราคาปิด (C) เพื่อให้ได้ระดับแนวรับ (S) และแนวต้าน (R):
S=C−(H−L)×Fibonacci
R=C+(H−L)×Fibonacci
ตัวอย่าง:
ถ้าความแตกต่างระหว่างราคาสูงสุดและต่ำสุดคือ 10 ระดับแนวรับ Fibonacci ที่ 38.2% จะเป็น 3.82 และระดับแนวต้านที่ 61.8% จะเป็น 6.18

- ข้อดี
- ข้อเสีย
- การคำนึงถึงระดับ Fibonacci การใช้ระดับ Fibonacci ช่วยระบุพื้นที่แนวรับและแนวต้านตามเปอร์เซ็นต์ที่สำคัญ
- ความยืดหยุ่น วิธีนี้ถือว่าปรับตัวได้ดีมากกับสภาวะตลาดที่แตกต่างกัน
- ความซับซ้อนในการคำนวณ การคำนวณจุดหมุน Fibonacci มีความซับซ้อนมากกว่าจุดหมุนแบบคลาสสิกและต้องการความรู้เฉพาะ
DeMark Pivot Point
วิธีนี้ใช้แนวทางทางเลือกในการคำนวณจุดหมุน ซึ่งอิงจากอัตราส่วนของราคาสูงสุดและต่ำสุดในช่วงเวลาหนึ่ง ระดับแนวรับและแนวต้านจะถูกคำนวณโดยอิงจากอัตราส่วนนี้
DeMark Pivot Point (PP) ถูกคำนวณจากอัตราส่วนของราคาสูงสุด (H) และราคาต่ำสุด (L) ในช่วงเวลาหนึ่ง:
PP=(H+L+2×L+2×C)/4
ถ้า (Close < Open) แล้ว Pivot=High + 2 × Low + Close,
ถ้า (Close > Open) แล้ว Pivot = 2 × High + Low + Close,
ถ้า (Close = Open) แล้ว Pivot = High + Low + 2 × Close.
ระดับแนวรับใหม่ S1 = Pivot / 2 - ราคาต่ำสุด,
ระดับแนวต้านใหม่ R1 = Pivot / 2 + สูงสุด, โดยที่
สูงสุด - ค่าสูงสุดของวันก่อนหน้า;
ต่ำ - ค่าต่ำสุดของวันก่อนหน้า;
close - ราคาปิดของวันก่อนหน้า
ตัวอย่าง:
ในการคำนวณจุดหมุนตามวิธี DeMark จะใช้สูตรพิเศษที่พิจารณาราคาปัจจุบันและราคาก่อนหน้า (ดูด้านล่าง)

- ข้อดี
- ข้อเสีย
- วิธีการทางเลือก DeMark Pivot Point นำเสนอวิธีการคำนวณทางเลือก ซึ่งอาจเป็นประโยชน์สำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการความหลากหลายในวิธีการของตน
- การพิจารณาราคาปัจจุบัน วิธีนี้นำราคาปัจจุบันมาพิจารณาด้วย ทำให้สามารถปรับตัวได้ดีขึ้นกับสภาพตลาดในปัจจุบัน
- ความซับซ้อนในการคำนวณ การคำนวณจุดหมุนโดย DeMark มีความซับซ้อนและต้องใช้เครื่องมือเพิ่มเติม
- ความแพร่หลายน้อย จุดหมุน DeMark Pivot ไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนัก ซึ่งบางครั้งทำให้ยากต่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลและกลยุทธ์กับเทรดเดอร์คนอื่นๆ
Woodie's Pivot Point
ตัวบ่งชี้จุดหมุนนี้เน้นที่ราคากลางแทนราคาปิดของช่วงเวลาก่อนหน้า จุดศูนย์กลางถูกกำหนดเป็นค่าเฉลี่ยระหว่างราคาสูงสุดและต่ำสุด แทนที่จะเป็นค่าเฉลี่ยระหว่างราคาสูงสุด ต่ำสุด และราคาปิด ระดับแนวรับและแนวต้านยังถูกคำนวณแตกต่างกัน ซึ่งทำให้วิธีนี้มีความเฉพาะตัว
Pivot = (สูง + ต่ำ + 2 × ปิด) / 4
ระดับแนวต้าน (R1) = 2 × Pivot - ราคาต่ำสุด
R2 = Pivot + สูง - ต่ำ
ระดับแนวรับ (S1) = 2 × Pivot - ราคาสูงสุด
S2 = Pivot - สูง + ต่ำ
ตัวอย่าง:

- ข้อดี
- ข้อเสีย
- การคำนวณราคากลาง วิธีนี้พิจารณาราคากลางซึ่งอาจเป็นตัวแทนที่ดีกว่าสำหรับตลาดหรือสินทรัพย์บางประเภท
- ความยืดหยุ่นมากขึ้น Woodie's Pivot Point สามารถปรับตัวและยืดหยุ่นได้มากขึ้นกับกลยุทธ์การเทรดบางประเภท
- การใช้งานจำกัด Woodie's Pivot Point มีการใช้งานน้อยกว่าและได้รับการยอมรับน้อยกว่าในชุมชนการเทรด
Camarilla Pivot Point
วิธีที่ซับซ้อนใช้ระดับแนวรับสี่ระดับและระดับแนวต้านสี่ระดับ ซึ่งคำนวณจากความผันผวนของตลาดในอดีต จุดหมุนในกรณีนี้ทำหน้าที่เป็นจุดศูนย์กลางที่ใช้คำนวณระดับอื่นๆ
ตัวอย่าง:
การคำนวณระดับ Pivot Point แบบ Camarilla โดยอิงจากความผันผวนของตลาดก่อนหน้า ตัวอย่างการใช้งานสามารถพบได้ในแหล่งข้อมูลเฉพาะทาง

สูตรสำหรับการคำนวณระดับใน Pivot Point แบบ Camarilla ค่อนข้างซับซ้อน ตัวอย่างการใช้งานสามารถพบได้ในแหล่งข้อมูลเฉพาะทาง แต่ในอินเทอร์เน็ตคุณสามารถหาตัวชี้วัดพิเศษที่สร้างระดับเหล่านี้โดยอัตโนมัติได้
- ข้อดี
- ข้อเสีย
- การคำนวณความผันผวน Camarilla Pivot Point พิจารณาความผันผวนก่อนหน้า ซึ่งทำให้สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงในตลาดได้ดีขึ้น
- ความซับซ้อนสูงมากในการคำนวณ การคำนวณระดับ Camarilla Pivot ต้องใช้ความรู้และเครื่องมือพิเศษ
- ความไม่เป็นที่นิยม Camarilla Pivot points ถูกใช้น้อยมาก ซึ่งทำให้ยากมากในการค้นหาและประมวลผลข้อมูล
นี่คือวิธีพื้นฐานสำหรับการคำนวณแต่ละประเภทของ Pivot Point เมื่อใช้วิธีใดวิธีหนึ่งเหล่านี้ สิ่งสำคัญคือต้องพิจารณาลักษณะเฉพาะของตลาดและเวลาที่เหมาะสมในการคำนวณ
วิธีการใช้ Pivot Points ในการเทรด Forex อย่างมีประสิทธิภาพ?
กลยุทธ์การเทรดด้วยจุดหมุนเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับนักเทรด Forex ช่วยให้พวกเขาสามารถระบุระดับแนวรับและแนวต้านที่เป็นไปได้บนกราฟราคา ใน การเทรด Forex จุดหมุนถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในกลยุทธ์ยอดนิยมดังต่อไปนี้:
การเทรดที่ระดับแนวรับและแนวต้าน นักลงทุนใช้ระดับแนวรับและแนวต้านที่คำนวณจากจุดหมุนเพื่อกำหนดเวลาที่จะเข้าทำการเทรดหรือกำหนดจุดหยุดขาดทุนและทำกำไร;
การเทรดจากการเด้งกลับที่ระดับต่างๆ ผู้เข้าร่วมตลาดสามารถรอให้ราคาถึงระดับแนวรับหรือแนวต้านและมองหาสัญญาณการเด้งกลับของราคาในระดับเหล่านี้;
การเทรดจากการเบรคเอาท์ของระดับต่างๆ นักลงทุนรอการทะลุผ่านระดับแนวรับหรือแนวต้านและเข้าทำการเทรดเมื่อการทะลุผ่านได้รับการยืนยันแล้ว
นอกจากนี้ จุดหมุนยังสามารถรวมกับตัวชี้วัดทางเทคนิคอื่น ๆ เพื่อยืนยันสัญญาณการซื้อขายได้ ตัวอย่างเช่น เทรดเดอร์ใช้จุดหมุนร่วมกับตัวชี้วัด MACD หรือ RSI เพื่อยืนยันสัญญาณซื้อหรือขาย การยืนยันสัญญาณจากตัวชี้วัดหลายตัวสามารถเพิ่มความน่าจะเป็นของการซื้อขายที่ประสบความสำเร็จได้
การใช้จุดหมุนเป็นระดับเพื่อกำหนดเป้าหมายในการปิดสถานะ (ทำกำไร) ก็เป็นเรื่องปกติในตลาด Forex เทรดเดอร์จะเลือกช่วงเวลาที่จะปิดสถานะที่ระดับแนวรับหรือแนวต้านซึ่งคำนวณจากจุดหมุน

เคล็ดลับสำหรับนักเทรดมือใหม่
ผู้เชี่ยวชาญ TU แนะนำผู้เริ่มต้นเกี่ยวกับวิธีการใช้จุดหมุนใน Forex เพื่อทำกำไรแทนที่จะขาดทุน
1. เข้าใจแนวคิดพื้นฐาน ก่อนใช้ Pivot points เทรดเดอร์ต้องแน่ใจว่าตนเองเข้าใจแนวคิดหลักของแนวรับและแนวต้าน Pivot points สร้างขึ้นบนพื้นฐานของหลักการเหล่านี้ และแม้จะมีประสบการณ์แล้ว เทรดเดอร์ก็ควรศึกษามุมมองต่างๆ ของตลาดโดยใช้ Pivot points ต่อไป และควรเริ่มจากการคำนวณพื้นฐานโดยใช้วิธีง่ายๆ ของ Classic pivot points ซึ่งเป็นวิธีที่โปร่งใสและเข้าใจง่ายที่สุดสำหรับผู้เริ่มต้น
2. ฝึกฝนกับข้อมูลย้อนหลัง ก่อนที่คุณจะเริ่มเทรดด้วยบัญชีจริง ควรลองใช้จุดหมุนกับข้อมูลย้อนหลังและทดสอบประสิทธิภาพของมันกับ คู่สกุลเงิน ต่างๆ คุณไม่ควรลืมความสำคัญของการฝึกฝน การฝึกฝนทักษะนี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการประสบความสำเร็จในการเทรด Forex คุณควรฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอบนบัญชีทดลอง ใช้ความรู้เกี่ยวกับจุดหมุน และวิเคราะห์ผลลัพธ์ของการทำธุรกรรม เพื่อพัฒนาทักษะของคุณอย่างต่อเนื่อง
3. ใช้ตัวชี้วัดอื่นร่วมด้วย เพื่อเพิ่มความแม่นยำของสัญญาณการเทรด เทรดเดอร์ควรพิจารณาการใช้จุดหมุนร่วมกับตัวชี้วัดทางเทคนิคอื่นๆ เช่น RSI หรือ MACD นอกจากนี้ยังสำคัญที่จะต้องมีความยืดหยุ่น: จุดหมุนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในระหว่างวันหรือสัปดาห์การเทรด ดังนั้นควรเตรียมพร้อมปรับกลยุทธ์ตามข้อมูลใหม่
4. ให้ความสำคัญกับเวลา ต้องพิจารณาช่วงเวลาที่ใช้เมื่อนำจุดหมุนมาใช้ เทรดเดอร์บางคนชอบใช้ระดับรายวัน ขณะที่บางคนทำงานในระดับภายในวันหรือรายสัปดาห์ ช่วงเวลาควรถูกกำหนดอย่างรอบคอบ โดยต้องจำไว้ว่าจุดหมุนถูกคำนวณจากข้อมูลราคาก่อนหน้า เทรดเดอร์ต้องมั่นใจในการเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมกับสไตล์และวัตถุประสงค์การเทรดของตน
5. ใช้กลยุทธ์การเข้าตลาดและปฏิบัติตามวินัยความเสี่ยง แนะนำให้เทรดเดอร์พัฒนากลยุทธ์การเข้าตลาดโดยอิงจากสัญญาณของจุดหมุน เช่น การเข้าซื้อขายเมื่อราคาตีกลับจากระดับแนวรับหรือแนวต้าน สำหรับการบริหารความเสี่ยง สิ่งสำคัญคือต้องตั้งจุดหยุดขาดทุนและทำกำไรโดยอิงจากระดับที่คำนวณด้วยจุดหมุน
การปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้จะช่วยให้ผู้เริ่มต้นใช้จุดหมุนใน Forex ได้อย่างมีประสิทธิภาพและพัฒนาทักษะการเทรดของตนเอง
วิธีเพิ่มตัวบ่งชี้ Pivot Points ใน MT4?
MetaTrader4 ปัจจุบันเป็นที่นิยมมากที่สุดสำหรับการเทรด Forex ผู้เชี่ยวชาญจาก Traders Union ให้คำแนะนำทีละขั้นตอนเกี่ยวกับวิธีการเพิ่มตัวชี้วัด Pivot Points ลงใน MT4:
ขั้นตอนที่ 1: เปิดกราฟ
เปิดแพลตฟอร์ม MetaTrader 4 (MT4);
เลือก "ไฟล์" จากเมนูด้านบน จากนั้นเลือก "แผนภูมิใหม่" เพื่อกำหนดคู่สกุลเงินหรือเครื่องมือทางการเงินอื่น ๆ


ขั้นตอนที่ 2: เปิดหน้าต่างตัวนำทาง
ค้นหา "Navigator" ที่อยู่ทางด้านซ้ายของหน้าจอ หรือเปิดโดยกดปุ่ม "Ctrl + N" บนแป้นพิมพ์ของคุณ
เลื่อนลงในรายการจนกว่าจะพบตัวเลือก "Pivot Points"
ดับเบิลคลิกซ้ายที่ "Pivot Points" หรือลากไปยังกราฟ


ขั้นตอนที่ 3: ปรับแต่งตัวชี้วัด
ในหน้าต่าง "Navigator" ให้ค้นหาส่วน "Indicators" และคลิกเพื่อขยายรายการตัวชี้วัด;
เลื่อนลงในรายการจนกว่าจะพบตัวเลือก "Pivot Points";
ดับเบิลคลิกซ้ายที่ "Pivot Points" หรือลากไปยังกราฟ


ขั้นตอนที่ 4: การปรับแต่งพารามิเตอร์
หลังจากเพิ่มตัวชี้วัดแล้ว จะมีหน้าต่างที่มีพารามิเตอร์เปิดขึ้น เทรดเดอร์สามารถเปลี่ยนค่าพารามิเตอร์ เช่น ช่วงเวลา สี และรูปแบบเส้น ตามความชอบของเขาได้;
เมื่อปรับแต่งพารามิเตอร์เสร็จแล้ว ให้คลิก "ตกลง"



ขั้นตอนที่ 5: ดูผลลัพธ์
ตัวบ่งชี้ Pivot Points จะแสดงอยู่บนกราฟแล้ว คุณจะเห็นเส้นระดับแนวรับและแนวต้านที่คำนวณจากช่วงเวลาก่อนหน้า;
ตอนนี้คุณมีตัวบ่งชี้ Pivot Points บนกราฟ MT4 ของคุณ ซึ่งจะช่วยให้คุณระบุระดับราคาสำคัญและตัดสินใจเทรดได้อย่างถูกต้อง

ทำไมจุดหมุนจึงมีพลังมาก?
การใช้จุดหมุนสำหรับการเทรดฟอเร็กซ์และอื่นๆ เทรดเดอร์ควรเข้าใจว่าทำไมจุดหมุนจึงถูกพิจารณาว่าเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ที่ทรงพลัง มีหลายเหตุผลสำหรับเรื่องนี้
1. ใช้งานง่าย
หนึ่งในข้อได้เปรียบหลักของจุดหมุนคือความง่ายในการใช้งาน การคำนวณ Pivot point อิงตามสูตรมาตรฐานที่ไม่ต้องการการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน เทรดเดอร์สามารถนำ Pivot point ไปใช้กับกราฟและกลยุทธ์การเทรดได้อย่างง่ายดาย
2. ความเป็นสากล
Pivot points สามารถคำนวณได้ในช่วงเวลาต่างๆ มากมาย ตั้งแต่ภายในวันจนถึงรายเดือน ซึ่งทำให้เป็นเครื่องมือที่หลากหลาย เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ทุกระดับทักษะ
3. ความสำคัญทางประวัติศาสตร์
Pivot points มีประวัติการใช้งานมายาวนานในตลาด นักลงทุนและนักวิเคราะห์หลายคนให้ความสำคัญอย่างมากกับจุดเหล่านี้ เนื่องจากจุดเหล่านี้มักเป็นระดับที่ในอดีตดึงดูดความสนใจของตลาดและมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ของตลาด
4. การผสมผสานกับตัวชี้วัดอื่นๆ
Pivot points ถูกใช้ร่วมกับตัวชี้วัดทางเทคนิคอื่น ๆ เช่น ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่หรือ RSI ผู้เข้าร่วมตลาดจะได้รับสัญญาณการซื้อขายที่แม่นยำมากขึ้นและเพิ่มโอกาสในการทำกำไรจากการซื้อขาย
5. ค่าคงที่ของเวลา
Pivot points ถูกคำนวณจากข้อมูลราคาก่อนหน้า ซึ่งทำให้มีความเสถียรค่อนข้างมากเมื่อเวลาผ่านไป ดังนั้น เทรดเดอร์จึงสามารถใช้เป็นเครื่องมือที่เชื่อถือได้ในการวิเคราะห์ตลาดในสถานการณ์การเทรดต่างๆ
6. การใช้งานอย่างแพร่หลาย
Pivot points เป็นที่นิยมอย่างมากในชุมชนการซื้อขายและการวิเคราะห์ ซึ่งหมายความว่าผู้เข้าร่วมตลาดส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับระดับแนวรับและแนวต้าน ซึ่งส่งผลให้ความสำคัญของ Pivot points เพิ่มขึ้นและที่สำคัญที่สุดคือมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของราคา
7. ความยืดหยุ่นในการเทรด
Pivot points สามารถนำไปใช้ได้อย่างประสบความสำเร็จในสภาวะตลาดที่หลากหลาย รวมถึงตลาดที่มีแนวโน้ม ตลาดที่เคลื่อนไหวแบบด้านข้าง และตลาดที่มีความผันผวน ความยืดหยุ่นของพวกมันทำให้เป็นเครื่องมือที่สะดวก ช่วยให้กลยุทธ์การเทรดสามารถปรับให้เข้ากับสถานการณ์ตลาดต่างๆ ได้
8. ตัวเลือกการทำงานอัตโนมัติ
Pivot points สามารถทำให้อัตโนมัติได้อย่างง่ายดายโดยใช้หุ่นยนต์ซื้อขาย (Expert Advisors) ใน MetaTrader 4 (MT4) หรือแพลตฟอร์มการซื้อขายอื่น ๆ จากนั้นผู้ซื้อขายจะได้รับสัญญาณโดยอัตโนมัติตามระดับจุดหมุน เพิ่มประสิทธิภาพในการซื้อขาย
ผมไม่ถือว่า pivot points เป็นสัญญาณ แต่เป็นโซนความน่าจะเป็น
เมื่อฉันเริ่มต้นการเทรด จุดหมุนดูเหมือนจะง่ายเกินไปที่จะเอาจริงเอาจัง – แค่ชุดระดับที่ทุกคนวางไว้บนชาร์ตของพวกเขา แต่ยิ่งฉันเทรดนานขึ้น ฉันก็ยิ่งตระหนักถึงสิ่งสำคัญบางอย่าง: ตลาดมักจะให้ความเคารพกับระดับที่ ทุกคนคนอื่น กำลังจับตามอง Pivot points ตรงกับประเภทนั้นอย่างชัดเจน พวกมันไม่ได้ทำนายทิศทาง แต่เน้นให้เห็นว่าตลาดมีแนวโน้มที่จะหยุดชะงัก เร่งความเร็ว หรือกลับตัวที่ไหน และจากประสบการณ์ของฉันเอง นั่นมักจะเป็นความแตกต่างระหว่างการเทรดที่สะอาดและความผิดพลาดที่มีค่าใช้จ่ายสูง
วันนี้ ผมมองจุดหมุนไม่ใช่เป็นสัญญาณ แต่เป็น โซนความน่าจะเป็น ตัวอย่างเช่น เมื่อราคามาใกล้จุดหมุนหลังจากแรงกระตุ้นที่รุนแรงและปริมาณเริ่มลดลง นั่นคือช่วงเวลาที่ผมให้ความสนใจ ผมไม่ได้เข้าตลาดเพียงเพราะระดับนั้นอยู่ที่นั่น – ผมดูว่าตลาดมีพฤติกรรมอย่างไร รอบๆ จุดนั้น ปฏิกิริยา การเปลี่ยนแปลงโมเมนตัม หรือการยืนยันจากเครื่องมืออื่นมักเป็นสิ่งที่ทำให้การตั้งค่านั้นถูกต้อง การใช้จุดหมุนในลักษณะนี้ช่วยให้การตัดสินใจของผมมีโครงสร้างและป้องกันไม่ให้ผมทำตามอารมณ์
คำแนะนำของฉันสำหรับนักเทรดคือ ง่ายๆ: อย่าคาดหวังให้จุดหมุนทำงานหนักแทนคุณ ให้คิดว่าจุดหมุนเป็นจุดอ้างอิงที่ช่วยให้คุณเข้าใจว่าฝูงชนอาจตอบสนองที่ไหน ให้เคารพระดับเหล่านี้ แต่ปล่อยให้การเคลื่อนไหวของราคาแสดงเจตนาก่อนที่คุณจะตัดสินใจเข้าทำการเทรด เมื่อเวลาผ่านไป แนวคิดนี้จะช่วยให้คุณเทรดได้อย่างชัดเจนและมีเสียงรบกวนน้อยลง
หากคุณผสานจุดหมุนเป็นส่วนหนึ่งของกรอบงานที่กว้างขึ้น แทนที่จะพึ่งพาพวกมันอย่างกลไก พวกมันจะกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สม่ำเสมอที่สุดสำหรับการอ่านโครงสร้างตลาด ด้วยการฝึกฝนเพียงพอ พวกมันจะเริ่มทำงานเหมือนชั้นเพิ่มเติมของสัญชาตญาณตลาด
บทสรุป
จุดหมุนหรือ Pivot Points ถือเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับนักเทรด Forex ที่ต้องการวิเคราะห์แนวรับ แนวต้าน และคาดการณ์ทิศทางราคาได้อย่างแม่นยำ ตัวอย่างเช่น การใช้จุดหมุนร่วมกับสัญญาณราคาอื่น สามารถช่วยให้ตัดสินใจเปิดหรือปิดสถานะได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น และลดความเสี่ยงในการขาดทุน นอกจากนี้ เมื่อราคาทดสอบจุดหมุนหลักแต่ไม่สามารถทะลุผ่านไปได้ ก็อาจเป็นสัญญาณสำคัญในการกลับตัวของราคา เหนือสิ่งอื่นใด ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในวิธีใช้ Pivot Points คือปัจจัยที่จะนำพานักเทรดไปสู่ความสำเร็จในตลาดที่ผันผวนนี้อย่างแท้จริง
คำถามที่พบบ่อย
Pivot Points สามารถช่วยในการวางจุด Stop Loss และ Take Profit ได้อย่างไร?
ควรเลือกใช้ช่วงเวลาใดในการคำนวณ Pivot Points ให้สอดคล้องกับสไตล์การเทรดของคุณ?
การใช้ Pivot Points ในการวางกลยุทธ์ Breakout และ Reversal ต่างกันอย่างไร?
จำเป็นต้องปรับค่าการคำนวณ Pivot Points ในช่วงตลาดมีความผันผวนสูงหรือไม่?
บทความที่เกี่ยวข้อง
ทีมงานที่จัดทำบทความนี้
Oleg Tkachenko เป็นนักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจและผู้จัดการความเสี่ยงซึ่งมีประสบการณ์มากกว่า 14 ปีในการทำงานกับธนาคาร บริษัทการลงทุน และแพลตฟอร์มการวิเคราะห์ที่มีความสำคัญในระบบ เขาเป็นนักวิเคราะห์ของ Traders Union ตั้งแต่ปี 2018 ความเชี่ยวชาญหลักของเขาคือการวิเคราะห์และคาดการณ์แนวโน้มราคาในตลาด Forex หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ และสกุลเงินดิจิทัล รวมถึงการพัฒนากลยุทธ์การซื้อขายและระบบการจัดการความเสี่ยงแต่ละบุคคล นอกจากนี้ เขายังวิเคราะห์ตลาดการลงทุนที่ไม่เป็นมาตรฐานและศึกษาเกี่ยวกับจิตวิทยาการซื้อขายอีกด้วย.
สกุลเงินดิจิทัลเป็นสกุลเงินดิจิทัลหรือเสมือนประเภทหนึ่งที่ต้องอาศัยการเข้ารหัสเพื่อความปลอดภัย ต่างจากสกุลเงินแบบดั้งเดิมที่ออกโดยรัฐบาล (สกุลเงิน fiat) สกุลเงินดิจิทัลทำงานบนเครือข่ายแบบกระจายอำนาจ ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน
ตลาดแบบแปรผันเป็นตลาดประเภทหนึ่งที่มีลักษณะการเคลื่อนไหวในระยะสั้นระหว่างราคาสินทรัพย์ที่ชัดเจนสูงและต่ำ
CFD เป็นสัญญาระหว่างนักลงทุน/ผู้ค้าและผู้ขายที่แสดงให้เห็นว่าผู้ซื้อขายจะต้องจ่ายส่วนต่างราคาระหว่างมูลค่าปัจจุบันของสินทรัพย์และมูลค่า ณ เวลาที่ทำสัญญากับผู้ขาย
นักลงทุนคือบุคคลที่นำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์โดยคาดหวังว่ามูลค่าของสินทรัพย์จะเพิ่มขึ้นในอนาคต สินทรัพย์อาจเป็นอะไรก็ได้ รวมถึงพันธบัตร หุ้นกู้ กองทุนรวม หุ้น ทองคำ เงิน กองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน (ETF) และอสังหาริมทรัพย์
การซื้อขายเกี่ยวข้องกับการซื้อและขายสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น หุ้น สกุลเงิน หรือสินค้าโภคภัณฑ์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำกำไรจากความผันผวนของราคาในตลาด เทรดเดอร์ใช้กลยุทธ์ เทคนิคการวิเคราะห์ และแนวทางปฏิบัติในการบริหารความเสี่ยงที่หลากหลาย เพื่อตัดสินใจอย่างมีข้อมูลและเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในตลาดการเงิน