Yulia Slavina

ธปท. เดินหน้าผ่อนคลายนโยบายการเงินและยกระดับกำกับ Non-bank หลังทบทวนผลงานครบ 1 ปี

ธปท. เดินหน้าผ่อนคลายนโยบายการเงินและยกระดับกำกับ Non-bank หลังทบทวนผลงานครบ 1 ปี
ธปท. ผ่อนคลาย-กำกับใหม่

ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับยุทธศาสตร์การดำเนินงานให้ให้น้ำหนักมากขึ้นกับการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ท่ามกลางความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป. ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ธปท. ลดดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งสู่ 1.00% พร้อมออกมาตรการเฉพาะจุด 18 มาตรการเพื่อแก้หนี้ครัวเรือน เพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs และยกระดับความเป็นธรรมในระบบการเงิน.

ไฮไลท์

  • ธปท. ลดดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งเหลือ 1.00% ภายในปี 2569 พร้อมบริหารค่าเงินบาทเชิงรุกและดำเนินโครงการช่วย NPL และ SMEs Credit Boost ปล่อยสินเชื่อกว่า 80,000 ล้านบาทตามเป้าหมาย.
  • มาตรการกำกับธุรกรรมเงินสด 5 ล้านบาทขึ้นไปทำให้ยอดถอนเงินสดลดลงกว่า 57% และธุรกรรมถอนทองคำตั้งแต่ 2 กิโลกรัมต่อวันลด 85% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2569.
  • ปี 2570 ธปท. เน้นแก้หนี้ครัวเรือน พัฒนา SMEs Credit Portal กลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ และยกระดับกำกับ Non-bank ครอบคลุมทุกประเภท.

ทิศทางนโยบายและมาตรการระยะถัดไป

จากรายงานของ ธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่าการดำเนินนโยบายในช่วงปีที่ผ่านมาเน้นการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายร่วมกับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด เพื่อรับมือทั้งภาวะเศรษฐกิจและปัญหาเชิงโครงสร้างในระบบการเงิน.

ในด้านนโยบายการเงิน ธปท. ลดดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งจาก 1.50% เหลือ 1.00% และเข้าบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนเชิงรุกเพื่อลดความผันผวน ขณะเดียวกันยังเร่งกำกับสถาบันการเงินใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ หนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ความเป็นธรรมในการใช้บริการทางการเงิน และการป้องกันเงินเทากับการทุจริตผ่านระบบการเงิน.

มาตรการที่ยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างรวมถึงโครงการ "ปิดหนี้ไว ไปต่อได้" ร่วมกับบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) ซึ่งช่วยลูกหนี้รายย่อยที่เป็น NPL แล้วกว่า 182,000 บัญชีจากเป้าหมาย 200,000 บัญชีในปีนี้ และการคงอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำของบัตรเครดิตไว้ที่ 8% ซึ่งช่วยประคองสภาพคล่องให้ลูกหนี้ราว 2,000,000 บัญชี.

สำหรับภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โครงการ SMEs Credit Boost มียอดปล่อยสินเชื่อแล้วกว่า 80,000 ล้านบาทตามเป้าหมาย ขณะที่โครงการ SMEs Secure Plus เปิดทางให้สถาบันการเงินพิจารณาหลักประกันอื่นร่วมกับกระแสเงินสด เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการมากขึ้น.

ธปท. ยังอยู่ระหว่างเตรียมออกประกาศและเปิดรับฟังความคิดเห็นสำหรับอีก 5 มาตรการ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2569 ถึงมีนาคม 2570 ครอบคลุมการกำกับการซื้อขายทองคำด้วยเงินสดเกิน 10 ล้านบาท การกำกับธุรกิจ Buy Now Pay Later การลดค่าตรวจเครดิตบูโร การกำกับ THB Stablecoin และการยกระดับธุรกิจ Money Changer โดยเตรียมเปิดโครงการ SMEs Credit Portal ในเดือนมกราคม 2570 เพื่อเป็นแพลตฟอร์มกลางเชื่อมผู้ประกอบการกับผู้ให้สินเชื่อ.

ผลต่อภาคการเงินไทยและแผนปี 2570

ในมิติความเป็นธรรมของบริการทางการเงิน ธปท. ระบุว่าได้ลดค่าธรรมเนียมบริการทางการเงิน 19 รายการ ครอบคลุมบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกรรมการชำระเงิน และสินเชื่อ SMEs ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของลูกค้ารายย่อยและผู้ประกอบการได้ราว 8,000 ล้านบาทต่อปี.

ด้านการสกัดเงินเทาและคอร์รัปชันผ่านระบบการเงิน มาตรการกำกับธุรกรรมเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปทำให้มูลค่าการถอนเงินสดลดลงกว่า 57% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2569 ขณะที่การกำหนดให้ร้านทองรายงานข้อมูลเมื่อมีการถอนทองคำตั้งแต่ 2 กิโลกรัมต่อวัน ส่งผลให้ธุรกรรมลักษณะดังกล่าวลดลงกว่า 85% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกัน.

ธปท. ยังได้จัดทำ Framework for Safeguarding the Financial Sector from Illicit Activities และผลักดัน Bangkok Blueprint ร่วมกับ IMF และ World Bank Group ในการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 สะท้อนการเชื่อมโยงประเด็นกำกับดูแลของไทยเข้ากับมาตรฐานในเวทีการเงินระหว่างประเทศ.

สำหรับปี 2570 ธปท. จะให้น้ำหนักมากขึ้นกับ 3 ด้าน คือ การแก้หนี้ครัวเรือน การเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ผ่าน SMEs Credit Portal กลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ Alternative Data Exchange และการแข่งขันที่มากขึ้น รวมถึงการยกระดับการกำกับดูแล Non-bank ทุกประเภท เนื่องจากธุรกิจกลุ่มนี้มีขนาดใหญ่ขึ้น รูปแบบซับซ้อนขึ้น และมูลค่าสินเชื่อเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ.

ในบทความก่อนหน้าของเราเกี่ยวกับการที่ธนาคารโลกเตรียมหารือให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่ประเทศกำลังพัฒนาที่เผชิญภาระหนี้สูง เราอธิบายว่าต้นทุนพลังงาน อาหาร และความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศอาจกดดันเศรษฐกิจจนทำให้ความต้องการเงินทุนฉุกเฉินเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ เรายังระบุด้วยว่าการประชุมประจำปี IMF-ธนาคารโลกที่กรุงเทพฯ จะโฟกัสประเด็นความยั่งยืนของหนี้ การเข้าถึงเงินทุน และความพร้อมรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นบริบทสำคัญต่อการประเมินทิศทางนโยบายการเงินและมาตรการกำกับดูแลในภูมิภาค

เนื้อหานี้อาจมีความคิดเห็นจากบุคคลที่สาม ข้อมูลและข้อมูลใด ๆ บนเว็บเพจนี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุนตาม ข้อจำกัดความรับผิดชอบ ของเรา แม้ว่าเราจะยึดมั่นใน ความซื่อสัตย์ทางบรรณาธิการ อย่างเคร่งครัด โพสต์นี้อาจมีการอ้างอิงถึงผลิตภัณฑ์จากพันธมิตรของเรา